บทที่ 1
บทนำ

ที่มาและความสำคัญ
จากการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องนิทานพื้นบ้านในภาคต่าง ๆ จึงคิดว่าในท้องถิ่นภาคเหนือน่าจะมีนิทานพื้นบ้านหรือมุขปาฐะที่น่าสนใจหลายเรื่อง เพราะเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านมักเล่าให้ฟังบางทีก็เป็นเรื่องตลก เรื่องผี หรือบางทีก็เป็นตำนานจึงคิดว่าหากค้นคว้าและรวบรวมมุขปาฐะเรื่องเล่าล้านนาไว้เป็นลาลักษณ์อักษรน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่ศึกษา ทางคณะผู้จัดทำจึงได้คิดโครงงานเรื่องมุขปาฐะล้านนาขึ้น

วัตถุประสงค์
1. เพื่อรวบรวมและอนุรักษ์มุขปาฐะล้านนาไว้ให้แก่ชนรุ่นหลัง
2. เพื่อเผยแพร่มุขปาฐะล้านนา แก่ผู้ที่สนใจ
3. เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมุขปาฐะล้านนา

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า
ศึกษามุขปาฐะล้านนาเท่านั้น

บทที่ 2
เอกสารที่เกี่ยวข้อง
วรรณกรรมมุขปาฐะล้านนา
วรรณกรรมมุขปาฐะล้านนา

วรรณกรรมล้านนา แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ วรรณกรรมลายลักษณ์และวรรณกรรมมุขปาฐะ

วรรณกรรมลายลักษณ์ คือวรรณกรรมที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมากมักจะบันทึกไว้ในรูปของใบลานและพับสา การเผยแพร่วรรณกรรมลายลักษณ์เกิดขึ้นได้ด้วยความเชื่อในอานิสงส์ของการถวายธรรมคัมภีร์ มีการคัดลอกคัมภีร์ใบลานเพื่อถวายวัด เนื้อเรื่องของวรรณกรรมลายลักษณ์มีทั้งเรื่องราวชาดกและตำนานต่างๆ

วรรณกรรมมุขปาฐะ คือ วรรณกรรมที่มีการถ่ายทอดผ่านการบอกเล่า เช่น นิทาน เจี้ยก้อม เพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ปริศนาคำทาย คำบ่าเก่า (ภาษิต) คำอู้บ่าวอู้สาว เป็นต้น

ด้วยเหตุที่วรรณกรรมมุขปาฐะนั้นถ่ายทอดด้วยการบอกเล่า จึงมีความคลาดเคลื่อนของเนื้อเรื่องอยู่เสมอ เนื้อหาเรื่องราวอาจจะขาดหายไปบางตอน เพิ่มขึ้น หรือผิดเพี้ยนไปก็ได้ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ถือเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของวรรณกรรมมุขปาฐะ

นิทานพื้นบ้านล้านนา

นิทานพื้นบ้านล้านนาโดยมากมักจะสืบทอดด้วยการบอกเล่า จากข้อมูลในโครงการคติชนวิทยา ศูนย์วิจัยล้านนาคดี สถาบันวิจัยสังคมที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลคติชนวิทยา ได้แก่นิทานพื้นบ้าน นิทานปรัมปรา เพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ฯลฯ นั้น พบว่ามีข้อมูลนิทานพื้นบ้านมากที่สุด และในจำนวนนิทานเหล่านั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทกว้างๆ คือ
1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องเล่าทั่วๆไปเช่นเรื่องผี เรื่องสัตว์ เรื่องคน อาจจะแทรกการสั่งสอนหรือให้คติเตือนใจ อาจจะนำเนื้อเรื่องมาจากวรรณกรรมลายลักษณ์เช่นชาดกเรื่องต่างๆ เป็นต้น
2. นิทานอธิบายเหตุ/นิทานประจำถิ่น เป็นนิทานที่บอกเล่าความเป็นมา ที่มาของสิ่งต่างๆ หรือประวัติสถานที่ เช่น นิทานเรื่องจามเทวีขุนวิลังคะ ก็จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ หรือนิทานเรื่องที่มาของชื่อแม่น้ำปิง หรือนิทานเรื่องทำไมหมาต้องชื่อหมา เป็นต้น
3. นิทานตลก หรือเจี้ยก้อม จะมีเนื้อหาในการล้อเลียน เสียดสี ตลกขบขัน โดยมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นผัวเมีย ลูกเขยแม่ยาย พี่เขยน้องเมีย พระกับชี เป็นต้น
นิทานพื้นบ้านล้านนา

นิทานพื้นบ้านล้านนาโดยมากมักจะสืบทอดด้วยการบอกเล่า จากข้อมูลในโครงการคติชนวิทยา ศูนย์วิจัยล้านนาคดี สถาบันวิจัยสังคมที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลคติชนวิทยา ได้แก่นิทานพื้นบ้าน นิทานปรัมปรา เพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ฯลฯ นั้น พบว่ามีข้อมูลนิทานพื้นบ้านมากที่สุด และในจำนวนนิทานเหล่านั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทกว้างๆ คือ
1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องเล่าทั่วๆไปเช่นเรื่องผี เรื่องสัตว์ เรื่องคน อาจจะแทรกการสั่งสอนหรือให้คติเตือนใจ อาจจะนำเนื้อเรื่องมาจากวรรณกรรมลายลักษณ์เช่นชาดกเรื่องต่างๆ เป็นต้น
2. นิทานอธิบายเหตุ/นิทานประจำถิ่น เป็นนิทานที่บอกเล่าความเป็นมา ที่มาของสิ่งต่างๆ หรือประวัติสถานที่ เช่น นิทานเรื่องจามเทวีขุนวิลังคะ ก็จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ หรือนิทานเรื่องที่มาของชื่อแม่น้ำปิง หรือนิทานเรื่องทำไมหมาต้องชื่อหมา เป็นต้น
3. นิทานตลก หรือเจี้ยก้อม จะมีเนื้อหาในการล้อเลียน เสียดสี ตลกขบขัน โดยมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นผัวเมีย ลูกเขยแม่ยาย พี่เขยน้องเมีย พระกับชี เป็นต้น

นิทานพื้นบ้านล้านนา

นิทานพื้นบ้านล้านนาโดยมากมักจะสืบทอดด้วยการบอกเล่า จากข้อมูลในโครงการคติชนวิทยา ศูนย์วิจัยล้านนาคดี สถาบันวิจัยสังคมที่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลคติชนวิทยา ได้แก่นิทานพื้นบ้าน นิทานปรัมปรา เพลงกล่อมเด็ก เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทาย ฯลฯ นั้น พบว่ามีข้อมูลนิทานพื้นบ้านมากที่สุด และในจำนวนนิทานเหล่านั้น สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทกว้างๆ คือ
1. นิทานพื้นบ้าน เป็นเรื่องเล่าทั่วๆไปเช่นเรื่องผี เรื่องสัตว์ เรื่องคน อาจจะแทรกการสั่งสอนหรือให้คติเตือนใจ อาจจะนำเนื้อเรื่องมาจากวรรณกรรมลายลักษณ์เช่นชาดกเรื่องต่างๆ เป็นต้น
2. นิทานอธิบายเหตุ/นิทานประจำถิ่น เป็นนิทานที่บอกเล่าความเป็นมา ที่มาของสิ่งต่างๆ หรือประวัติสถานที่ เช่น นิทานเรื่องจามเทวีขุนวิลังคะ ก็จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ หรือนิทานเรื่องที่มาของชื่อแม่น้ำปิง หรือนิทานเรื่องทำไมหมาต้องชื่อหมา เป็นต้น
3. นิทานตลก หรือเจี้ยก้อม จะมีเนื้อหาในการล้อเลียน เสียดสี ตลกขบขัน โดยมากจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ ไม่ว่าจะเป็นผัวเมีย ลูกเขยแม่ยาย พี่เขยน้องเมีย พระกับชี เป็นต้น

บทที่ 3
วิธีการดำเนินงาน

ขั้นตอนการดำเนินงาน
1. ผู้ศึกษานำเสนอหัวข้อโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำและกำหนดขอบเขตในการทำโครงงาน
2. ผู้ศึกษาร่วมกันประชุมวางแผนวิเคราะห์ตามหัวข้อวัตถุประสงค์ของโครงงาน
3. ผู้ศึกษาร่วมกันกำหนดขอบเขตของการศึกษาและวางแผนเก็บข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต และสัมภาษณ์
4. รวบรวมข้อมูลนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์
5. นำเสนอผลงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา
6. เขียนรายงานโครงงาน
7. จัดทำแผนผังโครงงานและแผ่นพับ
8. นำเสนอโครงงาน

อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการศึกษา
1. คอมพิวเตอร์
2. ปากกา
3. อินเตอร์เน็ต
4. กระดาษ
5. ยางลบ
6. ดินสอ
7. ไม้บรรทัด
8. กาว
9. ฟิวเจอร์บอร์ด

บทที่ 4
ผลการศึกษาค้นคว้า
จากการศึกษาปริศนาคำทายล้านนาในจังหวัดน่าน พบว่ามีมุขปาฐะล้านนาจำนวน เรื่อง ดังนี้

ความเป็นมาของชื่อ “แม่น้ำปิง”

ในอดีตเมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จเลียบโลกเพื่อออกโปรดสัตว์ พระพุทธเจ้าและเหล่าสาวกก็เสด็จมาจนถึงเมืองไทย แล้วก็มาแวะที่อ่างน้ำหน้าถ้ำเชียงดาว พอพระพุทธเจ้ามาแวะที่นั่น ชาวบ้านต่างก็ดีอกดีใจ ปรึกษานัดแนะกันว่าจะเตรียมของไปถวาย จะใส่บาตรพระพุทธเจ้า

มีอยู่ครั้งหนึ่งชาวบ้านเอาอาหารมาถวายพระพุทธเจ้ามากมายเต็มไปหมด พระพุทธเจ้ากำลังจะฉันก็เหลือบไปเห็นปลาปิ้ง เมื่อพระพุทธเจ้าเห็นปลาปิ้งตัวนั้นก็นึกสงสาร จึงหยิบปลานั้นมาตั้งคำอธิษฐานแล้วปล่อยไปในน้ำ

พอปล่อยปลาลงไปน้ำแล้ว ปลาตัวนั้นก็กลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ก็ว่ายน้ำไปมาตามแอ่งน้ำหน้าถ้ำเชียงดาวนั่นเอง จนถึงปัจจุบันถ้าใครไปเที่ยวถ้ำเชียงดาวก็จะเห็นปลาที่มีรอยสีดำคาดอยู่ข้างตัวเหมือนรอยไม้หนีบเวลาปิ้งปลา

ส่วนน้ำที่ปล่อยปลาตัวนั้นไป เมื่อก่อนชาวบ้านเรียกกันว่า “แม่น้ำปลาปิ้ง” ต่อมาก็เรียกเพี้ยนไปว่า “แม่น้ำระมิงค์” แล้วก็เรียกกันต่อๆมาว่า “แม่น้ำปิง” กันมาจนถึงปัจจุบัน
ประวัติการตานก๋วยสลาก

การกินสลาก หรือ กินสลากภัตรนี้มีประวัติเล่ากันมาว่า มีเด็กเลี้ยงควายอยู่ห้าร้อยคน วันหนึ่งพระพุทธเจ้าพาเหล่าสาวกเสด็จมาถึงเมืองนั้น เหล่าสาวกของพระพุทธเจ้ามีทั้งแก่ ทั้งหนุ่ม บ้างเป็นเณร พระพุทธเจ้าพาสาวกไปหยุดพักตรงศาลา

เด็กเลี้ยงควายทั้งห้าร้อยคนนั้นก็อยากจะใส่บาตรทานถวายพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว พระพุทธเจ้าก็ไม่ยอม จึงบอกกับเด็กเลี้ยงควายทั้งหลายนั้นว่า

“ห่อข้าวที่สูเจ้าเอามาถวายเรานั้น ต้องเขียนชื่อใส่ไว้ด้วย ไปเด็ดใบไม้มาเขียนชื่อนั่นแหละ แล้วเอามาใส่นี่ พระเณรรูปไหนได้ห่อข้าวของใครก็ให้ไปทานกับพระรูปนั้น ไอ้การที่จะเลือกใส่บาตรนั้นมันไม่ถูก”

เด็กเลี้ยงควายได้ยินอย่างนั้นก็รีบไปหาใบไม้มาเขียนชื่อของตน บ้างห่อน้ำพริก บ้างห่อแคบหมู บ้างห่อข้าวเปล่า ต่างคนต่างก็เด็ดเอาใบไม้มาเขียนเป็นชื่อแล้วเอาแนบไว้กับห่อข้าว เสร็จแล้วก็ให้เอาใส่ในบาตรพระพุทธเจ้า

เหล่าสาวก พระสงฆ์องค์เจ้าทั้งหลายก็มาหยิบไปคนละห่อๆ หยิบไปได้แล้วก็ขานชื่อว่าได้ห่อข้าวของนายนั้น ได้ห่อข้าวของนายนี้เน้อ ให้มารับพรเสีย ก็เลยเป็นต้นตอของประเพณีการกินสลากในปัจจุบันดังนี้แล

งูเหลือมไม่มีพิษ

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกๆท่าน พูดถึงเชียงใหม่แล้วเชื่อแน่ว่าคงจะเป็นจังหวัดในฝันของหลายๆท่านใช่ไหมคะ ที่เชียงใหม่นี้ นอกจากจะมีวัดวาอารามหลายแห่งที่เป็นโบราณสถานและมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ล้านนาแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติอีกมากมาย ทั้งภูเขา น้ำตก ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ว่าแล้วก็อยากจะมาเที่ยวที่เชียงใหม่กันแล้วใช่ไหมละคะ

ทุกๆท่านทราบไหมคะว่า เส้นทางสายแม่ริมนั้น นอกจากสองข้างทางจะสวยสดชื่นไปด้วยสีเขียวของพืชพันธุ์ไม้และจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวหลายคนจะมุ่งหน้าไปยังน้ำตกแม่สานั้น ระหว่างทางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มผีเสื้อ หรือฟาร์มงู

พูดถึงฟาร์มงูแล้ว หลายคนคงจะกลัวใช่ไหมละคะ เพราะว่างูเป็นอสรพิษที่มีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว แต่ทุกๆคนก็คงจะรู้นะคะว่างูบางชนิดนั้นไม่มีพิษ และงูเหลือมนั้นก็เป็นงูอีกชนิดหนึ่งที่ไม่มีพิษ คงจะสงสัยกันใช่ไหมละคะว่าทำไมงูพวกนี้ตัวก็โตแต่ทำไมถึงไม่มีพิษ

โบราณเขาเล่ากันไว้ค่ะว่าที่งูเหลือมไม่มีพิษนั้นมันมีที่มา ลองไปฟังกันดูไหมคะ โบราณเขาเล่ากันต่อๆมาว่างูเหลือมเป็นงูที่มีพิษมากที่สุด พอๆกับตัวที่ใหญ่โตของมันนั่นทีเดียว พิษของมันรุนแรงถึงกับว่าถ้ามันฉกรอยเท้าใครแล้ว เจ้าของรอยเท้าถึงกับเสียชีวิตเลยทีเดียว

ครั้งหนึ่ง งูเหลือมกับกาจะแข่งขันกันว่าใครจะมีฤทธิ์มากกว่ากัน ต่างฝ่ายต่างก็โอ้อวดฤทธิ์ของตน กาพูดขึ้นมาว่า “ไอ้พวกของเน่าของเสียน่ะ ไม่ว่าจะมีมากมายแค่ไหน ข้าก็กินได้หมด ไม่มีให้เหลือเลยทีเดียว”

งูเหลือมก็อวดขึ้นมาบ้างว่า “ตัวข้าน่ะก็ใช่ย่อยนะ แค่รอยเท้ามัน ถ้าข้าได้ฉกลงไป ตัวมันอยู่ถึงที่ไหนๆก็ตายเลยทีเดียว”

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็อวดอ้างฤทธิ์เดชของตนอย่างนี้ ก็จำต้องถึงคราวพิสูจน์ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ กากับงูเหลือมจึงตกลงกันว่า วันนี้จะมีชาวนามาไถนา ให้งูเหลือมกัดชาวนาให้ตายแล้วกาจะกินศพนั้นให้ดู ฝ่ายชาวนามาไถนาตั้งแต่เช้า ก็ได้ปูมาสามตัว กะว่าจะเอาไปจี่ให้ลูกกิน แต่เผอิญวันนั้นไม่ได้เอาข้องไปด้วย มีแต่ตัว ชาวนาใส่กางเกงสะดอ ไม่รู้จะเอาปูไปเก็บไว้ที่ไหนก็เลยจับปูยัดไว้ในหัวไก่ หรือบริเวณหัวกางเกงที่ต้องมัดให้แน่นเวลานุ่ง พอไถนาเสร็จ ก็ใกล้ค่ำชาวนาก็เดินกลับบ้าน

พอชาวนาเดินมาถึงบริเวณที่กาและงูเหลือมอยู่ งูเหลือมเห็นชาวนาเดินผ่านไปแล้ว แต่ก็ไม่ยอมกัดตัว แต่กลับไปกัดรอยเท้าชาวนาที่เดินไปแล้ว เพราะอยากจะอวดฤทธิ์ของตนให้กาได้เห็นประจักษ์ พองูเหลือมกัดรอยเท้า ชาวนาก็ล้มตัวนอนตายลงทันทีเหมือนกัน

แต่ปูที่ชาวนาจับมัดไว้ในหัวไก่ก็ยังดิ้นกระดุกกระดิก กาที่จับอยู่ตรงปลายไม้ มองลงมาไกลๆก็เห็นพุงของชาวนาดิ้นอยู่ก็เลยเรียกงูเหลือมไปดู

“ดูนั่นสิ ชาวนานั่นยังไม่ตายสักหน่อย พุงมันดิ้นอยู่เลย ไหนเอ็งว่าพิษเอ็งร้ายแรงหนักหนายังไงล่ะ”

ฝ่ายงูเหลือมเห็นดังนั้นก็เสียใจว่าแพ้กาจนได้ ก็ร้องห่มร้องไห้ไปสามวันเจ็ดวัน เสียใจหนักเข้าก็เลยถอนพิษทุกอย่างออกจากตัว แมงป่องเอย ตะขาบเลย ก็มาเอาพิษไปคนละเล็กละน้อย แมงป่องนี่เอาพิษไปไว้ที่หาง ทั้งผึ้งและหมาร่าก็มาเอาพิษจากงูเหลือมไปเหมือนกัน แต่มาเอาพิษมากไปหน่อยจนเอวกิ่วเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา งูเหลือมก็เลยกลายเป็นสัตว์ที่ไม่มีพิษมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงแม้ว่างูเหลือมจะไม่มีพิษแต่มันก็รัดถึงตายได้นะคะ ถ้าจะพาลูกหลานไปเที่ยวฟาร์มงูก็ก็อย่าลืมเล่านิทานเรื่องทำไมงูเหลือมไม่มีพิษให้เด็กๆฟังด้วยนะคะ
ผีขี้หมา

มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งมีพ่อค้ากลุ่มหนึ่งพากันเดินทางไปค้าขายต่างแดน ในระหว่างการเดินทางที่แสนจะเหนื่อยล้า แสงแดดที่แผดจ้าบอกได้ว่าถึงเวลาอาหารกลางวัน เมื่อเลือกได้ทำเลเหมาะ จึงพากันหยุดพักริมทาง ทุกคนต่างก็จัดแจงเอาข้าวปลาอาหารออกจากถุงของแต่ละคน นำออกมาวางบนพื้นที่รองด้วยใบตองป่า แล้วล้อมวงตั้งท่าเพื่อจะจัดการกับอาหารมื้อนั้น ขณะที่กำลังจะลงมือกินข้าว พลันสายตาของพ่อค้าคนหนึ่ง ก็เหลือบไปเห็นกองขี้หมากองใหญ่ เขาจึงลุกออกไปเอาใบไม้ปิด แต่ก็ยังปิดไม่มิด เขาจึงเด็ดดอกหญ้าที่อยู่บริเวณนั้นทับถมให้บดบังสายตา แล้วเอาดอกอะไรต่อมิอะไรปิดข้างบนอีกทีหนึ่ง เพราะจะได้กินข้าวอย่างเต็มอิ่ม คนพื้นเมืองเวลาจะกินอาหาร ถ้ามีสิ่งใดที่เกี่ยวกับขี้อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะกินข้าวไม่ลง เมื่อทุกคนอิ่มจึงเอนกายให้คลายเหนื่อย เรียกกันว่า “ยายเม็ดข้าว” จากนั้นจึงพากันเดินทางต่อไป

วันต่อมามีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาพักกินอาหาร ณ ที่นั้นอีก เมื่อเห็นมีดอกไม้วางกองไว้จึงคิดว่าที่ตรงนี้คงมีผีอยู่ถึงได้มีคนบูชา ก่อนจะกินข้าวจึงได้เอาข้าวและอาหารวางไว้เพื่อแบ่งให้ผีกินตามธรรมเนียมที่เคยปฏิบัติกันมา ภายหลังมีคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่ามาพักตรงนั้น เห็นดอกไม้และซากอาหารที่มีคนกลุ่มก่อนๆ วางไว้ ก็คิดว่าเป็นที่อยู่ของผี จึงวางดอกไม้ธูปเทียนขอโชคขอพร ยิ่งนานก็มีดอกไม้ธูปเทียนจำนวนมากกองสูงขึ้น

วันหนึ่งมีพ่อค้าอีกกลุ่มหนึ่งเดินทางกลับจากค้าขาย ในกลุ่มนี้มีพ่อค้าคนหนึ่งค้าขายขาดทุน ไม่ได้เงินทองเข้าของกลับมาดังคนอื่นเขา เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณนั้นก็ได้เวลาอาหารกลางวัน จึงพากันพักกินข้าว หัวหน้าพ่อค้าได้เอาข้าวและอาหารแบ่งให้ผีกินโดยวางใกล้กับกองดอกไม้ หลังจากที่กินข้าวเสร็จทุกคนต่างเอนกายพักผ่อน ส่วนพ่อค้าคนที่ขาดทุนครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะมีอะไรกลับไปขายเพื่อจะได้เงินให้ลูกให้เมีย ในระหว่างที่ใช้ความคิดอยู่นั้น สายตาจับจ้องอยู่ที่กองดอกไม้บูชาผี เขาจึงตัดสินใจกอบเอากองดอกไม้นั้นใส่ถุงย่าม หลังจากทุกคนพักจนพอใจแล้วจึงพากันเดินทางกลับ แต่พ่อค้าคนนั้นไม่ยอมกลับเข้าบ้านของตัวเอง และได้แบ่งขี้หมาแห้งกับดอกไม้แห้งทำเป็นห่อๆ ออกเร่ขายไปตามหมู่บ้าน โดยอธิบายว่าผีนี้เป็นผีดี ได้มาจากต่างแดน เป็นผีที่ให้ความคุ้มครองบ้านและคุ้มครองคน คนที่ยังไม่มีผีประจำเรือนก็หลงเชื่อและซื้อไป แล้วจำนำไปไว้บูชาเป็นผีเรือน บางคนที่เลี้ยงดีประกอบกับจังหวะชีวิตดี ก็เจริญรุ่งเรือง บางคนชะตาชีวิตไม่ดีก็จนลง ก็จะกล่าวโทษว่าผีเรือนไม่ดี และเลิกนับถือ พร้อมทั้งนำผีไปไหลน้ำ ด้วยเหตุนี้ต่อมาจนถึงปัจจุบันจึงเรียกผีที่ไม่ให้คุณหรือผีไม่ดีว่า ผีขี้หมา

ผีเจี้ยงเหมี้ยง

ผีเจี้ยงเหมี้ยง คือผีรักษาป่าช้า คอยดูแลการเข้าออกป่าช้าของผีทั้งหลายที่ยังไม่ได้ไปเกิด เมื่อจะนำศพเข้าไปฝังหรือเผาในป่าช้า ในขณะที่ขบวนกำลังจะเข้าสู่ป่าช้า หมอพิธีจะกล่าวคาถาทักผีเจี้ยงเหมี้ยงก่อน พร้อมกับเอากระทงข้าวสุกวางที่ข้างประตูป่าช้าเพื่อเซ่นผีเจี้ยงเหมี้ยง
เมื่อขบวนหามศพเข้าสู่ป่าช้า ผีเจี้ยงเหมี้ยงจะออกมาทักทายผีใหม่และพากันกระโดดขึ้นไปที่ไม้เรือนศพ คนที่หามศพจึงมีความรู้สึกว่าหนักผิดปกติ เวลาใดที่ชาวบ้านมีความจำเป็นที่จะเข้าไปป่าช้า จึงต้องมีการทักทายผีเจี้ยงเหมี้ยงเสียก่อน โดยคำทักส่วนมากจะเป็นคาถา เรียกว่า “คาถาทักผีเจี้ยงเหมี้ยง” ถ้าไม่ทักทาย แล้วบังเอิญตอนนั้นผีเจี้ยงเหมี้ยงอารมณ์ไม่ดี ก็จะทำร้ายเอา ทำให้เจ็บป่วยไม่สบายได้

แมงสี่หูสี่ตา

แมงสี่หูห้าตา

วรรณกรรมจากคัมภีร์ใบลานของล้านนา และจากนิทานมุขปาฐะที่ชาวบ้านเล่าสืบต่อกันมา มีจำนวนมากมายที่ให้ทั้งความเพลิดเพลินและได้สาระจากคติธรรมคำสอนหรือข้อคิดที่โบราณาจารย์ได้สอดแทรกไว้ นิทานเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” เป็นนิทานเรื่องหนึ่งที่แพร่หลายมาก เป็นที่รู้จักกันดี ชาวบ้านที่เล่ามักบอกว่าเป็นเรื่องที่แสดงเหตุที่มาว่าทำไมผู้ชายจึงรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง

คำว่า “แมง” นอกจากจะใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์เล็ก ๆ แล้ว ยังใช้เป็นคำนำหน้าสัตว์ใหญ่ ๆ ในเชิงตลกขบขันได้อีกด้วย “แมงสี่หูห้าตา” เป็นสัตว์ใหญ่คล้ายหมี มีหู ๔ หู มีตา ๕ ตา ในความเป็นจริงไม่ปรากฏสัตว์ประเภทนี้ในโลก แต่มีเรื่องเล่าในล้านนามาแต่โบราณกาล และมีการบันทึกในรูปแบบของวรรณกรรมลายลักษณ์ในเอกสารประเภทใบลาน ซึ่งมีปรากฏให้พบเห็นตามวัดโดยทั่วไป ตัวอย่างของเรื่องนี้ได้เนื้อความจากคัมภีร์ใบลานชื่อ “ธัมม์สี่หูห้าตา” ของวัดแช่ช้าง ตำบลแช่ช้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจารด้วยอักษรธรรมล้านนา จำนวน ๑ ผูก (๖๑ หน้าลาน) ผู้จารคือ “พิมมสารภิกขุ” เมื่อจุลศักราช ๑๒๗๖ (พ.ศ. ๒๔๕๗) ความในคัมภีร์ดังกล่าว กล่าวถึงเรื่องแมงสี่หูห้าตาโดยสังเขปดังนี้

มีเมือง ๆ หนึ่งชื่อเมือง “พันธุมติ” กษัตริย์ผู้ครองเมืองชื่อ “ท้าวพันธุมติ” ซึ่งมีมเหสีอยู่ ๗ องค์ ทิศเหนือของเมืองนี้มีครอบครัวหนึ่งมีสามพ่อแม่ลูกอาศัยอยู่ สองสามีภรรยาเป็นยาจกมีบุตรชายคนเดียว เมื่อบุตรมีอายุ ๗ ขวบ มารดาสิ้นชีวิตลง ต่อมาเมื่ออายุ ๑๑ ขวบบิดาก็สิ้นชีวิต ก่อนสิ้นใจบิดาได้สั่งเสียว่าให้เอาศพฝังไว้ใกล้ ๆ กระท่อม นานเข้าศีรษะของบิดาก็จะหลุดให้นำเอาศีรษะไปสักการะบูชาทุกค่ำเช้าถ้าอายุครบ ๑๖ ปี ให้ผูกศีรษะนั้นลากไปสู่นครพันธุมติ ซึ่งมีภูเขาอยู่ หากศีรษะไปติดข้องที่ใดให้ทำแร้วเป็นกับดักสัตว์ที่นั้น

เมื่อบิดาสิ้นชีวิตบุตรชายได้ฝังศพไว้ใกล้กระท่อมแล้วไปขออาศัยอยู่กับลุงซึ่งเป็นนายจ่าบ้าน โดยอาศัยเลี้ยงวัวหาฟืนให้เป็นสิ่งตอบแทน จนอายุได้ ๑๖ ปี จึงได้ทำตามที่บิดาสั่งไว้โดยลากศีรษะบิดาไปสู่นครพันธุมติจนไปถึงภูเขา เมื่อลากศีรษะขึ้นภูเขาไปจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งศีรษะไปติดข้องอยู่ปากถ้ำ จึงทำแร้วดักสัตว์ใหญ่ ณ ที่นั้นแล้วกลับบ้าน

รุ่งเช้าเขาไปดูแร้วที่ดักไว้ ปรากฏว่ามีสัตว์ใหญ่ติดอยู่สัตว์นั้นรูปร่างคล้ายหมีมีหูสี่หู มีดวงตาห้าดวง เขาได้ตัดเอาเถาวัลย์ผูกสัตว์นั้นนำกลับมาบ้าน แล้วหาสิ่งกำบังอย่างมิดชิด จากนั้นไปหาหญ้าและใบไม้มาให้กิน สัตว์สี่หูห้าตาไม่ยอมกินเอาแต่นอนหลับ ตกกลางคืนเขาก่อไฟผิง บังเอิญสะเก็ดถ่านไฟกระเด็นออกนอกกองไฟ แมงสี่หูห้าตาก็กินถ่านไฟเป็นอาหาร เมื่อเขาเห็นดังนั้นจึงหาฟืนมาเผาแล้วเอาถ่านไฟให้กินเป็นจำนวนมาก รุ่งเช้าแมงสี่หูห้าตาถ่ายมูลออกมาเป็นทองคำ
เมื่อพบว่าแมงสี่หูห้าตากินถ่านไฟแล้วถ่ายเป็นทอง เขาจึงหาถ่านไฟให้กินเรื่อยๆ แมงสี่หูห้าตาก็ถ่ายออกมาเป็นทองคำจำนวนมาก เขานำทองที่ได้ไปฝังไว้ทุกวัน

กล่าวถึงท้าวพันธุมติผู้ครองนครมีราชธิดาองค์หนึ่งชื่อ “สิมมา” อายุได้ ๑๖ ปี มีรูปโฉมงดงามเป็นที่หมายปองของบรรดากษัตริย์หัวเมืองต่างๆ และมีหลายเมืองต่างส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายเพื่อขอราชธิดาไปเป็นมเหสี ท้าวพันธุมติรู้สึกลำบากใจ จึงหาทางออกโดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่าหากเจ้าเมืองใดสามารถสร้างลินคำ (รางน้ำทองคำ) ตั้งแต่เมืองของตนมาจนถึงวังของราชธิดาได้ก็จะยกราชธิดาให้เจ้าเมืองนั้น เงื่อนไขนี้ไม่มีเจ้าเมืองใดสามารถทำได้

ฝ่ายชายกำพร้าผู้ยากได้ทราบข่าว จึงไปขอให้ลุงไปทูลราชธิดาของท้าวพันธุมติ ส่วนลุงก็ได้แต่เวทนา วันหนึ่งมีพ่อค้าชาวจีนฮ่อกลุ่มหนึ่งมาพักแรมที่บ้านชายนั้น เขาจึงได้ว่าจ้างให้พ่อค้าเหล่านั้นสร้างลินคำตั้งแต่บ้านตนจนไปถึงวังของราชธิดาสิมมาจนสำเร็จภายในคืนเดียว

รุ่งเช้าท้าวพันธุมติเห็นลินคำเป็นอัศจรรย์ ก็ให้เสนาอำมาตย์ติดตามไปดู เมื่อพบว่าเจ้าของเป็นใครจึงจัดขบวนแห่ไปรับเอาชายเข็ญใจไปเป็นราชบุตรเขย เมื่ออภิเษกให้เป็นคู่ครองราชธิดาสิมมาแล้ว จึงไต่ถามว่าได้ทองคำมาอย่างไร เขาจึงเล่าเรื่องแมงสี่หูห้าตาให้ฟัง ท้าวพันธุมติจึงให้เสนาไปขุดทองในสวนมาไว้ในพระคลังให้หมดและให้ราชบุตรเขยไปนำแมงสี่หูห้าตามา เขาก็ไปจูงเอามาแต่เมื่อจูงมาชาวเมืองต่างมามุงดู แมงสี่หูห้าตาก็ตกใจวิ่งหนีกลับไปอยู่ถ้ำตามเดิม ท้าวพันธุมติก็ให้ตามเอามาอีก คราวนี้ชาวเมืองต่างมามุงดูเป็นจำนวนมากขึ้น แมงสี่หูห้าตาก็ยิ่งตกใจวิ่งหนีไปอีกท้าวพันธุมติเห็นดังนั้นจึงวิ่งไล่ตามจับจนเลยเข้าไปในถ้ำ ครั้งนี้หินถล่มลงปิดปากถ้ำไว้ โดยที่เสนาวิ่งตามไม่ทันทำให้ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำกับแมงสี่หูห้าตา

ท้าวพันธุมติถูกขังอยู่ในถ้ำเป็นเวลาหลายวันเพราะไม่มีทางออก มีเพียงรูเล็ก ๆ โดยใช้ตาข้างเดียวแนบส่องดูภายนอกได้เท่านั้น ท้าวพันธุมติคิดในใจว่าตนคงต้องตายในถ้ำนี้แน่นอน คงไม่มีโอกาสอยู่กับมเหสีอีก จึงสั่งเสนาไปตามมเหสีทั้งเจ็ดมา เมื่อมเหสีมาแล้วพระองค์จึงขอให้เปิดผ้าถุงให้ดูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตาย มเหสีตั้งแต่ลำดับที่ ๑ ถึง ๖ ไม่ยอมเปิดผ้าถุงเพราะความอาย แต่มเหสีองค์ที่เจ็ดรู้สึกเห็นใจ จึงยอมเปิดผ้าถุงให้ดู ทันใดนั้นถ้ำอดหัวเราะไม่ได้ก็ระเบิดหัวเราะออกมาปากถ้ำจึงเปิด พระยาพันธุมติได้โอกาสจึงวิ่งหนีออกมาได้

เมื่อกลับมาถึงเมือง ท้าวพันธุมติได้อภิเษกให้บุตรเขยเป็นกษัตริย์ครองเมืองแทน จนถึงอายุขัยพระองค์ก็ถึงแก่พิราลัยบุตรเขยผู้เป็นกษัตริย์ได้ครองเมืองโดยธรรม และได้สร้างโรงทานถึง ๖ หลัง เพื่อให้ทานแก่ยาจกคนยากไร้ จากนั้นได้เทศนาสั่งสอนเสนาอำมาตย์และชาวเมืองให้ตั้งอยู่ในธรรมมีมรรคแปดเป็นต้น ชาวเมืองพันธุมติก็ดำรงชีพตามวิสัยอย่างสงบสุข

เรื่องราวที่มเหสีองค์เล็กเปิดผ้าถุงให้ท้าวพันธุมติดูเป็นเหตุให้สามีทั้งหลายรักเมียน้อยมากกว่าเมียหลวง และถ้ำดังกล่าวได้ชื่อว่า “ถ้ำยุบ” ตั้งแต่นั้นมา ความตอนนี้ในคัมภีร์กล่าวว่า “ส่วนถ้ำอันนั้น ก็ได้ชื่อว่าถ้ำยุบว่าอั้น ตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล ส่วนท้าวพระยาทังหลายก็ลวดรักเมียปลายเหลือกว่าเมียเค้าตราบต่อเท้าเถิงกาละบัดนี้แล”

ในแง่ของความเป็นมาเรื่อง “แมงสี่หูห้าตา” นี้มีข้อน่าสังเกตสองประการ ประการแรกอาจเป็นนิทานชาวบ้านที่เรียกว่า “เจี้ย” เล่าสืบต่อกันมาจนได้รับความนิยม ต่อมามีนักศาสนานำมาเขียนผูกโยงกับคำสอนทางศาสนาเพื่อดึงดูดความสนใจ ประการที่สองมีการเขียนลงในใบลานมาก่อน แล้วพระนำมาเทศนาธรรม ชาวบ้านก็ได้จดจำมาเล่าสู่กันฟัง ทั้งสองประการนี้แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการถ่ายทอดทั้งโดยมุขปาฐะและลายลักษณ์ในสังคมพื้นบ้านล้านนามาช้านาน
ความประทับใจของชาวล้านนาต่อนิทานเรื่องนี้ ทำให้ได้มีการสร้างรูปปั้นของแมงสี่หูห้าตาไว้ที่วัดดอยถ้ำเขาควาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และชื่อเมือง “พันธุมติ” ก็เกี่ยวโยงกับชื่อเก่าแก่ของเมืองเชียงรายด้วย

สนั่น ธรรมธิ
สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ภาพประกอบโดยเนติ พิเคราะห์ และเสาวณีย์ คำวงค์)

เรื่อง สาวหยอกพี่หนาน
หนุ่มชื่อแก้วบวชเป็นภิกษุมานาน เมื่อได้ลาสิกขาบทมาแล้วก็เป็นคนมีความประพฤติเรียบร้อย ทำงานขยันขันแข็ง มีความรู้รอบตัว ประกอบกับเป็นคนที่มัธยัสถ์จึงมีเงินทองบ้างพอสมควร ดังนั้น พี่หนานแก้ว จึงเป็นที่พอใจของหญิงสาวทั่ว ๆ ไป
วันหนึ่งพี่หนานแก้วเข้าป่าไปเลือกตัดไม้รวกลำงามแบกมาลำหนึ่ง
สาวคนหนึ่งเห็นเข้าก็สัพยอกร้องทักไปว่า
“อ้าย น้องขอช่วยแบกคนเทอะ” (พี่ขอให้น้องช่วยแบกไม้ด้วยคนสิ”
พี่หนานแก้วได้ยินก็หันไปดูแล้วพูดว่า “คนอะหยังง่าวต๋าย ไม้เหล้มเดียวจะลู่แบกสองคน” (คนอะไรโง่จะตาย ไม่รวกลำเดียวยังจะมาแย่งแบกถึงสองคน)
ว่าแล้วก็แบกไม้เดินต่อไปโดยไม่เหลียว มาดูสาวคนนั้นอีกเลย
เรื่องน้อยสิกข์ใหม่ไปจกสาว
น้อยสิกข์ใหม่ผู้หนึ่งเริ่มคิดจะไปจกสาว คือ ไปแอบอยู่ใต้ถุนบ้านของสาว แล้วใช้มือไปสัมผัสกับสาวที่นอนอยู่บนบ้าน บังเอิญบ้านนั้นพ่อของสาวไปได้เต่ามาตัวหนึ่งจึงจับมัดห้อยไว้ใต้ถุนเรือนเพื่อจะนำมาทำ อาหารในวันรุ่งขึ้น น้อยคนนี้ไปคลำเจอหลังเต่า จึงอุทานมาว่า
“อื้อฮือ หัวน้องก็หมด (โล้น)เหมือนหัวของอ้าย”
เต่าตกใจจึงดิ้นขลุกขลักและบ้วนน้ำลายทำปากพะงาบ ๆ เกิดเสียงเบา ๆ
น้อยสิกข์ใหม่คิดว่าเป็นเสียงสาวกระซิบจึงเอาหูไปแนบ พูดเบา ๆ ว่า “น้องอู้อะหยังเก๊าะ พี่น้อยบ่ได้ยิน อู้ดังกว่านี้แถมหน้อยเทอะ”
เต่ากัดหูของพี่น้อย พี่น้อยจึงร้องออกมาว่า
“โอ๊ย น้องหยิกหูอ้ายเจ็บ” พ่อของสาวได้ยินเสียงนึกว่าขโมยจึงเอาปืนมาจะยิง น้อยสิกข์ใหม่จึงวิ่งหนี หูจึงแหว่งเลือดย้อย แล้วจึงออกไปโอดครวญอยู่ที่ถนนว่า
“สาวบ้านนี้สวกไบ้สวกง่าว ชักหูฮาจนพอปุด” (สาวบ้านนี้ดุจริงๆ ดึงหูข้าจนขาด)
เรื่อง พี่หนานคนซื่อ
หลังจากบวชมานานแล้วหนานจ๋อนก็สึกออกมาช่วยพ่อแม่ทำงาน และตั้งใจทำงานอย่างขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ทั้งเหล้ายาปลาปิ้งไม่เป็นที่เสียหาย ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่หมายปองของสาวๆ แต่พี่หนานจ๋อน ยังไม่ปลงใจจ่อใครเพราะความไม่กล้า ไม่กล้าพูดเล่นกับสาว และมักจะถูกสาวจีบเสียมากกว่า
ทั้งนี้มีแม่หม้ายคนหนึ่งที่สนใจพี่หนานเป็นพิเศษ พยายามพบปะพูดคุยและชวนพี่หนานไปเที่ยวเสมอจน พี่หนานเริ่มกล้าพูดด้วยบ้าง ดังนั้นเวลาเผลอๆ แม่หม้ายคนนี้มักเล่นหูเล่นตาให้ท่ายั่วยวนพี่หนานเสมอ แต่ดูเหมือนพี่หนานจะตามไม่ทันจนแม่หม้ายแทบหมดกำลังใจ จึงต้องตัดสินใจใช้ทีเด็ดสุดท้ายกับพี่หนาน คือ วันหนึ่ง พี่หนานไปเที่ยวบ้านแม่หม้ายสาวคนนั้น หลังจากคุยกันไปสักระยะหนึ่ง แม่หม้ายก็เริ่มยั่วยวน เล่นหู เล่นตา แต่ก็ไม่มีผล
แม่หม้ายโมโหจึงใช้แผนที่วางไว้ทันที กล่าวว่า “พี่หนาน ๆ เฮามาเหล้น_สีหำ_กันบ๋อ” ว่าแล้วก็ขยับเข้ามาใกล้อีกนิดหนึ่งคิดว่าพี่หนานคงจะเข้าใจแน่ แต่พี่หนานรีบตอบเสียงสั่นๆ ว่า
“อึ บ่เอาละน้อง อ้ายกลัวหำแตก” (สีหำ- เป็นคำผวน)
เรื่อง ไอ่แจ้วค่ำพระยา (ไอ้แจ้วแกล้งพระยา)
ในเมืองเมืองหนึ่งมีเสียงเล่าลือกันว่าผู้มีสติปัญญาเกิดมาแล้วชื่อ ไอ่แจ้ว เมื่อเจ้าเมืองทราบจึงสั่งให้ตามตัวไอ่แจ้วเข้าเฝ้า
เมื่อมาถึงก็ว่า “ไหว้สาพ่อพระยาเจ้า พ่อพระยาหื้อข้ามาจะหื้อเยียะหยังกาเจ้า”
เจ้าเมือง “เอ่อ มึงมาก็ดีแล้ว ไปสานเพียด (กระบุง)ใหญ่ ๆ มาหื้อกูหาบนึ่ง วันพรูกนี้บ่ได้ กูจะตัดหัวมึง”
รุ่งขึ้นไอ่แจ้วก็เดินตัวปลิวเข้าเฝ้าเจ้าเมือง
เจ้าเมือง “ไหนเพียดที่กูสั่งหื้อสาน”
ไอ่แจ้ว “ไหว้สาเจ้าพ่อพระยา ข้าเจ้าสานแล้วเอาเข้าประตูมาบ่ได้เจ้า มันใหญ่ล้ำไป”
เจ้าเมือง “ไอ่ง่าว สานแก่นหน้อย ๆ ก่า ไป๊ ไปสานมา ถ้าบ่ได้กูจะตัดหัวมึงละ”
รุ่งเช้า ไอ่แจ้วก็เดินตัวปลิวเข้าเฝ้าอีกเช่นเคย
เจ้าเมือง “มีไหนเพียด หา ไอ่แจ้ว”
ไอ่แจ้ว “ไหว้สาเจ้า พ่อพระยาสั่งหื้อข้าสานแก่นหน้อยๆ ข้าสานใส่ถงเสื้อมาเจ้า”(กระเป๋าเสื้อ) ว่าแล้วไอ่แจ้วก็เอากระบุงใบเล็กๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อมาถวายเจ้าเมือง
เมื่อเจ้าเมืองไม่สามารถหาประโยชน์จากไอ่แจ้วได้จึงไล่ไอ่แจ้วไปอยู่นอกเมือง ไอ่แจ้วก็ท้าว่าหากเจ้าเมืองไปบ้านของไอ่แจ้วแล้ว จะต้องกราบ ๆ ไหว้ ๆ ฟ้อน ๆ รำ ๆ ก่อนจึงจะสามารถเข้าบ้านได้
เจ้าเมืองก็นำคำพูดของไอ่แจ้วไปนั่งคิดนอนคิด คิดไม่ออกว่าตนเองจะต้องไปกราบไหว้ฟ้อนรำให้กับบ้านของไอ่แจ้วทำไม ด้วยความอยากรู้พระยาก็เดินทางไปบ้านไอ่แจ้ว บ้านนั้นปลูกอยู่กลางดงหญ้าคารก เจ้าเมืองจะต้องกระพุ่มมือแหวกเข้าไป ยิ่งร้ายไปกว่านั้นสะพานข้ามห้วยก็ใช้ไม่ไผ่พาดเพียงลำเดียว เวลาข้ามต้องกางแขนพยุงตัวก็ยังส่ายโงนเงนทรงตัว ไอ่แจ้วเห็นเข้าก็เยาะเย้ยเอาว่า
“พ่อพระยาเจ้าไหว้ ๆ ฟ้อน ๆ เข้าบ้านข้ามาแล้วน่อ”
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พระยาเจ้าเมืองผูกใจเจ็บไอ่แจ้ว เมื่อกลับไปแล้วจึงหาคนดีมีปัญญาแก้เผ็ด ได้หญิงหม้ายคนหนึ่งที่อาสาจะทำให้ไอ่แจ้วได้อาย นางจึงตดใส่ขวดกะว่าจะเอาไปให้ไอ่แจ้วดม ระหว่างเดินทางไปนั้น พบไอ่แจ้วทำสวนอยู่แต่ไม่รู้จักไอ่แจ้วและไม่รู้ว่าบ้านของไอ่แจ้วไปทางไหน ก็ถามไอ่แจ้วว่า
“อ้าย ๆ บ้านไอ่แจ้วไปทางใด”
ไอ่แจ้ว “เยียะหยังกับมัน บอกข้าก่อนเทอะ”
หญิงหม้าย “เขาว่าไอ่แจ้วมันหลวักนัก(ฉลาดนัก)ข้าตดใส่ขวดมาจะไปจุ๊ (หลอก) หื้อมันดม”
ไอ่แจ้ว “เอ่อ ตดมันก็เหยไปหมดแล้วก่าป้า ลองเปิดดมผ่อลอ” (ลองเปิดดมดูซิ)
หญิงหม้ายไม่ทันคิด จึงเปิดขวดตดดมดู แล้วทำหน้าแหย ๆ กล่าวว่า “เหม็นอยู่ลออ้าย” (ยังเหม็นอยู่นี่)
ไอ่แจ้ว “เอ่อ…ข้านี้และ ไอ่แจ้วละ”
เรื่อง ตดได้เมีย
มีเมืองหนึ่งซึ่งเจ้าเมืองอยากให้ธิดาของตนมีคู่ จึงให้เสนาป่าวประกาศหาชายหนุ่มทั่วเมืองไปให้พระธิดาเลือกเป็นคู่ครอง เมื่อชายหนุ่มทั่วเมืองมาชุมนุมกันพร้อมหน้าแล้ว เจ้าเมืองก็ชี้แจงว่า ถ้าใครเก่งในเชิงดาบมากที่สุดก็จะยกพระธิดาให้ จากการประลองฝีมือปรากฏมีชายหนุ่ม ๕ คนที่เก่ง เมื่อนำมาประลองกันต่างก็ไม่แพ้ไม่ชนะกัน
เมื่อไม่สามารถตัดสินได้เด็ดขาดเช่นนั้น เจ้าเมืองถามลูกว่าจะรับคนทั้งห้าเป็นสามีไหม พระธิดาไม่ยอม และตอบว่าจะยอมเป็นเมียของคนที่สามารถทำให้ตนพูดด้วยเท่านั้น เจ้าเมืองจึงกำหนดกติกาการชิงพระธิดาอย่างละเอียดโดยให้ชายหนุ่มเข้าทดสอบทีละคนตามลำดับ คนแรกพยายามทำตัวสุภาพอ่อนน้อม พูดจาอย่างไพเราะ แต่ปรากฏว่าพระธิดาไม่ยอมพูดด้วย คนที่ ๒,๓ และ ๔ ก็พยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
ชายคนสุดท้ายเข้าไปในห้อง นั่งลงใกล้พระธิดาแล้วก็ผายลมออกมา ปู๊ด ดัง ๆ ให้คนอื่นได้ยินด้วยแล้วก็พูดว่า “พระธิดาตดเหม็น”
พระธิดาได้ยินเช่นนั้นก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงตวาดไปว่า “ฅิงน่ะก่า ตด”
เท่านั้นเองชายหนุ่มก็ถือว่าพระธิดาพูดกับตนแล้ว และในที่สุดก็ได้พระธิดาไปครอง
เรื่อง ตางัวปู๊มุม (ตาของวัวตัวผู้ที่ชื่อไอ้มุม)
หญิงคนหนึ่งได้ชื่อว่า”อีหีหมอยยาว” เพราะหมอยยาวมากถึงขนาดเดินทางไปที่ไหนหมอยก็ลากไปกับพื้นดังซ่า ๆ
วันหนึ่งนางก็เดินผ่านป่าหญ้าคา หมอยก็ครูดไปกับดงหญ้าคาดัง “ซ่า ๆ” เจ้าของคาก็นึกว่านางมาขโมยหญ้าคา จึงถูกจับไปขัง เมื่อออกจากคุกมา หญิงคนนั้นก็เอาหมอยมาขมวดเป็นปม ๆ แล้วนั่งนับปมหมอยของตนอยู่ที่ใต้ต้นฉำฉาต้นหนึ่งว่า “นี่ก็ปม นี่ก็ปม ๆ ๆ” เจ้าของครั่งที่เลี้ยงไว้บนต้นฉำฉาก็คิดว่านางจะมาขโมยครั่ง จึงจับนางไปขังอีก
เมื่อออกมาจากคุก นางก็แค้นใจมากจึงเผาหมอยของตนจนไหม้ไปหมด ไฟก็ยังไหม้ลามไปถูกอวัยวะเพศจนพองเป็นตุ่ม ๆ อีหีหมอยยาวจึงวิ่งเข้าไปในสวนพริกแล้วก็อ้าขาถ่างดูแล้วนับตุ่มที่พองและออกเสียงด้วยว่า “นี้ก็สุก..นี้ก็สุก” เจ้าของพริกก็เข้าใจว่านางมาคิดขโมยพริก จึงถูกจับไปขังอีก
ออกจากคุกมาอีกครั้งหนึ่ง อีหีหมอยยาวก็แค้นใจนัก จึงใช้มีดเชือดหีของตนแล้วเอาไปเสียบไม้ปักไว้ที่ทางไคว่(ทางแยก) ซึ่งพอดีกับที่วัวของพระยาเจ้าเมืองหายไป พระยาเจ้าเมืองก็ออกตามค้นหา พอมาเจอหนังอวัยวะเพศเสียบไม้ปักที่ทางไคว่เช่นนั้น พระยาเจ้าเมืองจึงพูดว่า
“นี้ตางัวปู๊มุม เพิ่นข้าตายเสียแล้ว” (นี่คือตาของวัวชื่อไอ้มุม ซึ่งมีคนฆ่าทิ้งเสียแล้ว
เรื่อง พระยาเจ้าเมืองฅวยยาว
ครั้งหนึ่งมีการประกวดความยาวของอวัยวะเพศชาย ในงานนี้มีชายคนหนึ่งชื่อนายหมากำลังเดินทางเพื่อไปประกวด เมื่อไปถึงกลางทางก็พบชายคนหนึ่ง
ชายคนนั้นถามว่า “อ้ายจะไปไหน”
นายหมา “เฮาจะไปประกวดฅวยยาวนา”
ชายนั้น “อ้ายยาวมอกใด”
นายหมา “มอกหวันแอวเนี่ยกา” (ขนาดพันเอวได้)
ชายนั้น “อ้ายบ่ถ้าไป ขนาดเอาปลายพอจิหญ้ายังบ่ได้เลย” (ของผมยาวจนถึงหญ้า)
นายหมา “แล้วไผแพ้” (ใครชนะ)
ชายนั้น “พระยาเจ้าเมืองอะหยังก็บ่รู้” (เจ้าเมืองอะไรก็ไม่รู้)
เมื่อทราบเช่นนั้นแล้วนายหมาก็เลิกล้มความตั้งใจ และกลับไปบ้าน ฝ่ายพระยาเจ้าเมืองควยยาว เมื่อชนะแล้วก็ให้ทหารแบกควยเพื่อกลับเข้าเมือง ขณะที่พระยาเจ้าเมืองเดินตามแถวทหารที่แบกควยของตนมาถึงในป่านั้นก็รู้สึกเจ็บแปลบที่ปลายควย จึงตะโกนถามทหารที่ ทำหน้าที่แบกว่า “เฮ้ยทหาร ฅวยชนอะหยัง หยังมาเจ็บ” (ชนอะไรเข้า เจ็บจริงๆ)
ทหารรีบตอบว่า “ชนใส่รังมดส้ม(มดแดง)เจ้า จะหื้อเยียะจะใดดี”
พระยาเจ้าเมืองจึงตะโกนสั่งไปว่า “เอ้า อั้น ถอยทัพ”
เดินทางไปอีกระยะหนึ่ง พระยาเจ้าเมืองก็รู้สึกว่าอวัยวะเพศของตนไปชนกับวัตถุนิ่ม ๆ เข้า จึงตะโกนถามว่า
“ทหาร ชนอะหยัง”
ทหารก็วิ่งมาบอกว่า “ชนใส่หีฅวายเจ้า จะหื้อเยียะจะใด” (จะให้ทำอย่างไร)
พระราชาจึงรีบสั่งว่า “เอ้า บุก”

เรื่อง มาดูถูก (อย่ามาดูถูกกันนะ)
เด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเพิ่งจะจบโรงเรียน(ชั้น ป.๔)ใหม่ ๆ เมื่อไรที่แกอาบน้ำด้วยการเปลือยกายอยู่ ใกล้บ่อน้ำก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่วันหนึ่งที่เด็กหญิงคนนี้ไปอาบน้ำในซุ้มอาบน้ำ คือที่ซึ่งมีที่กำบังด้านข้าง สำหรับสตรี บังเอิญหนุ่มใหญ่คนหนึ่งซึ่งรู้จักกับเด็กหญิงคนนี้ดี เดินผ่านมาเห็นเป็นเรื่องผิดสังเกต ก็ตะโกนถามว่า
“สลิดมาอาบน้ำในซุ้ม หีมีหมอยแล้วกา” (ทำเป็นดัดจริตมาอาบน้ำในซุ้ม อวัยวะเพศมีขนหรือยัง)
เด็กหญิงคนนั้นได้ฟังก็โกรธ จึงตอบไปว่า “มาดูถูก”
เรื่อง อ้ายนี้ลามก
เป็นธรรมดาที่หนุ่มสาวจะหาโอกาสพูดคุยกันเสมอ หนุ่มสาวคู่นี้ก็เช่นกันที่คุยกันอย่างสนุกสนาน เมื่อคุยกันไปได้พักหนึ่ง หนุ่มก็เงียบไป
หญิง “อ้ายคึดอะหยังอยู่” (พี่คิดอะไรอยู่หรือคะ)
ชาย “อ้ายก็คึดอย่างที่น้องคึดนั้นละก่า” (ก็คิดเหมือนน้องนั่นแหละ)
หญิง “ฮึ อ้ายนี้คึดลามก”
เรื่อง อี่สมกับน้อยมี
มีหญิงชายคู่หนึ่ง ฝ่ายชายบวชเรียนแล้วลาสิกขาบทเมื่อเป็นสามเณร ได้ชื่อว่าน้อยมี สตรีชื่อ อี่สม ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านกัน
วันหนึ่งมาพบกันเข้าก็คุยกันดังนี้
น้อยมี “ฮาหื้อซาว ไปนอนกับฮาบ๋อ” (ข้าจะให้ยี่สิบบาท ไปนอนกับข้าไหม)
อี่สม “บ่าน้อยมี หยังมาดูถูกดูแฅวนกูหยังบ่าล้ำบ่เหลือ กูบ่ยอมเน้อ กูจะขึ้นบ้านแก่” (ดูถูกกันจริงๆ กูไม่ยอม กูจะไปหาผู้ใหญ่บ้าน)
น้อยมี “อั้น ฮาหื้อห้าสิบบาท” (งั้นข้าจะให้ห้าสิบบาท)
อี่สม “ดูถูกกันล้ำไป ทึงบ่ยอมหนา” (ดูถูกกันเกินไป เขาไม่ยอมนะนี่)
น้อยมี “อั้น ร้อยนึ่ง” (งั้น เอาไปร้อยหนึ่ง)
อี่สม “ผางฮ้าย กลัวเพิ่นหันใส่” (น่าเกลียด กลัวคนเขาเห็น)
น้อยมี “เอาไปเลย สองร้อย”
อี่สม (พูดเสียงอ่อน) “ที่ไหนนะ”
เรื่อง ฮ้องว่าอะละ อะละ (ร้องว่า อุ๊ย อุ๊ย)
ครอบครัวหนึ่งมีลูกสาวสวยมาก ทั้งพ่อแม่ก็หวงเพราะเป็นลูกสาวคนเดียว วันหนึ่งลูกสาวคนสวยไปเดินเล่นที่ริมรั้วบ้านก็ถูกหนุ่มคนหนึ่งข่มขืน แต่ลูกสาวไม่ว่าอะไรเพราะรู้สึกสนุก เมื่อเสร็จกิจแล้วลูกก็เล่าให้พ่อแม่ฟัง
ลูกสาว “อี่พ่อ อี่แม่ ตะกี้เฮาไปริมรั้ว ไอ่แก้วเต็กเฮา” (หนูไปริมรั้วถูกไอ้แก้วข่มขืน)
พ่อ “มึงหยังบ่ร้องดังๆ หื้อพ่อรู้จะได้ไปเอาเลือดหัวมันออก แล้วมันเยียะมึงที่ไหน” (มันข่มขืนที่ไหน)
ลูกสาว “ก็ริมรั้วบ้านเฮาน่ะก่า เฮาก็ร้องละลอ พ่อบ่ได้ยินกา” (หนูร้องแล้ว พ่อไม่ได้ยินหรือ)
พ่อ “มึงร้องว่าจะใดอี่หน้อย กูหยังบ่ได้ยิน” (มึงร้องว่ายังไง ทำไมกูไม่ได้ยิน)
ลูกสาว “ก็เฮาร้องว่า อะละ อะละ หย่ะ” (หนูก็ร้อง อุ๊ย อุ๊ย ยังไงล่ะ)
เรื่อง ลูกสาวพ่อหลวง
วันหนึ่งพ่อหลวงแก้วและลูกสาววัย ๑๗ พร้อมกับแม่นั่งสนทนากับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและกรรมการหมู่บ้าน อีกหลายคนเพื่อหารือข้อราชการที่ได้จากการประชุมมา สักครู่หนึ่งพ่อหลวงเห็นลูกสาวนั่งไม่ระวัง กลัวว่าผู้อื่นจะเห็น จึงอุบายให้ลูกสาวลุกขึ้นและนั่งใหม่ จึงสั่งลูกสาวว่า
พ่อหลวง “อี่หน้อย ไปเอาน้ำต้นมาไป๊” (เอาคนโทมาซิ)
ลูกสาว “มีแล้ว…พ่อ”
พ่อหลวง “อั้นไปเอาหมาก เหมี้ยง มูลีมาสู่เพิ่นไป๊” (งั้นไปเอาหมากเมี่ยงบุหรี่มารับรองเขาสิ)
ลูกสาว “มีแล้ว…พ่อ” พ่อหลวง “อั้นก่อ ไปเอากั้บไฟมาหื้อพ่อกำลอ” (งั้นก็ไปเอาไม้ขีดไฟมาให้พ่อที)
ลูกสาว “มีแล้ว…พ่อ วางทัดหน้าพ่อหั้นลอ” (…วางตรงหน้าพ่อนั่นไง)
พ่อหลวง “อะหยังๆ ก็ว่ามีแล้ว มึงบ่รู้กาว่ามึงนั่งเต่ยฅางช้าง อี่นี่” (อะไรก็บอกว่ามีแล้ว เอ็งไม่รู้เลยหรือว่าเอ็งนั่งโชว์อวัยวะเพศ

บทที่ 5
สรุปผลอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
สรุปผลการศึกษาค้นคว้า

ข้อเสนอแนะ
1.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s