.  ธรรมชาติและพลังของภาษา

 

                     ธรรมชาติของภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา  สังเกตจากตัวอักษรเริ่มแรกของไทยเริ่มขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ซึ่งทางประดิษฐ์อักษรไทยเมื่อปี  พ.ศ.  ๑๘๒๖  มีพยัญชนะ  ๓๙  ตัว  สระ  ๒๐  ตัว  และวรรณยุกต์  ๒  ตัว  หลังจากนั้นตัวอักษรไทยได้มีวิวัฒนาการเรื่อยมา  ทั้งในเรื่องรูปลักษณ์  การวางตัวอักษร  และจำนวนของอักษร  จนกระทั่งตัวอักษรไทยในปัจจุบัน  มีพยัญชนะ  ๔๔  ตัว  รูปสระ  ๒๑  รูป  แต่มี  ๓๒  เสียง  รูปวรรณยุกต์  ๔  รูป  แต่มี  ๕  เสียง

                         ไม่เพียงแต่อักษรไทยเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย  ความหมายของคำบางคำ  และการนำอักษรไทยไปใช้ในการเรียบเรียงถ้อยคำ  หรือสำนวนโวหารยังแตกต่างกันไปตามกาลเวลาอีกด้วย  และภาษาที่นำไปใช้นั้นยังได้สะท้อนถึงวัฒนธรรมความเชื่อต่างๆ  ในแต่ละสังคมได้เป็นอย่างดี  ดังเรื่องต่อไปนี้

.๑  ความเชื่อเรื่องการตั้งชื่อคน

                         ความเชื่อของไทยมีความเกี่ยวพันกับภาษาอยู่พอสมควร  คำเรียกชื่อต่างๆ  ของคนสัตว์  สิ่งของ  ล้วนมีความหมายที่เชื่อกันว่ามีพลังอำนาจให้คุณให้โทษได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อคน  คนไทยเชื่อว่าหากตั้งชื่อดี  มีมงคล  ที่เรียกว่ามงคลนาม  จะนำความสุขความโชคดีมาสู่เจ้าของชื่อ  จึงมีหลักเกณฑ์ที่ควรพิจารณาก่อนการตั้งชื่อดังนี้

                         ๑)  ชื่อที่ตั้งต้องมีอักษรที่เป็นมงคลนาม  ตามคัมภีร์ทักษา  เชื่อว่า  หญิงชายที่เกิดในวันต่างๆ  มีตัวอักษรที่เป็นเดช  ศรี  และกาลกิณีต่างกัน  เช่น  คนเกิดวันจันทร์  ห้ามตั้งชื่อที่มีรูปสระทุกตัว  เพราะถือว่าเป็นกาลกิณี  ให้ตั้งชื่อด้วยอักษรที่เป็นเดช  คือ  ฎ  ฏ  ฐ  ฑ  ฒ  ณ  หรือตัวอักษรที่เป็นศรีคือ  ด  ต  ถ  ท  ธ  น  แทน  เป็นต้น  หากเป็นเพศชายให้ใช้อักษรที่เป็นเดชนำหน้า  หากเป็นเพศหญิงให้ใช้อักษรที่เป็นศรีนำหน้า

                         ๒)  ชื่อที่ตั้งต้องเหมาะสมกับเพศ  พระยาอุปกิตศิลปะสาร  (นิ่ม  กาญจนาชีวะ)  อดีตอาจารย์สอนภาษาไทย  ผู้เชี่ยวชาญในวิชาภาษาไทยท่านหนึ่ง  ได้กล่าวถึงการตั้งชื่อชายหญิงไว้ว่าควรให้เหมาะสมกับเพศพอสังเขป  ดังนี้

                          ชื่อผู้หญิง

       Ø  เกี่ยวกับเรื่องความสวยงาม  ดอกไม้หรือผลไม้ที่มีรสโอชะ  เช่น  วิไล  บัวทอง    ลิ้นจี่  เป็นต้น

       Ø  เกี่ยวกับเครื่องประดับต่างๆ  เช่น  แหวน  พลอย  ทับทิม  เป็นต้น

        Ø  เกี่ยวกับกิริยามารยาท  หรือความน่าเอ็ดดูต่างๆ  เช่น  แช่มช้อย  สำอาง  นวลใจ    เป็นต้น

         Ø  เกี่ยวกับดาวหรือพระจันทร์  เช่น  ดารา  ดวงจันทร์  แข  เป็นต้น

                                 ชื่อผู้ชาย

           Ø  เกี่ยวกับสัตว์ที่เข้มแข็ง  เช่น  ช้าง  สีห์  สิงห์  มังกร  เป็นต้น

         Ø  เกี่ยวกับความมั่นคง  เช่น  รอด  ยิ่ง  คง  มั่น  อยู่  เป็นต้น

         Ø  เกี่ยวกับความเฉลียวฉลาด  เช่น  ปราชญ์  เปรื่อง  ชำนาญ  สามารถ  เป็นต้น

         Ø  เกี่ยวกับความกล้าหาญ  องอาจ  เช่น  เรืองยศ  อำนาจ  กล้า  ทะนง  เป็นต้น

                          ๓)  ชื่อที่ควรหลีกเลี่ยง  ข้อควรคำนึงข้อนี้อยู่นอกเหนือจากความเชื่อที่ว่าอักษรใดเป็นกาลกิณีและไม่ถือว่าเป็นอัปมงคล  แต่หมายถึงชื่อที่ไม่เหมาะสมนำมาตั้งเป็นชื่อคนถึงแม้ว่าจะมีความไพเราะเพียงใดก็ตาม  ชื่อที่ว่ามีดังนี้

                                ๑.  ชื่อที่มีความหมายแปลว่า  พระเจ้าแผ่นดิน  เช่น  อธิป  อธิราช  ราชันย์  บดินทร์  ภูมินทร์  บพิตร  เป็นต้น

                                ๒.  ชื่อที่มีความหมายแปลว่า  พระพุทธเจ้าหรือเกี่ยวกับพระนามของพระบรม

 ศาสดา  เช่น  ภควา  ภควันต์  สรรเพชญ  สักยะ  พุทธา  เวสภู  เป็นต้น

๓. ชื่อที่มีความหมายไปในทางชื่อของเทพเจ้าที่สูงสุด  หรือเทพเจ้าที่เคารพบูชา      เช่น  วิษณุศิวะ  อมรินทร์  เทวินทร์  มเหศวร  อดิเทพ  เป็นต้น

                                ข้อหลีกเลี่ยงทั้ง  ๓  ประการนี้บรรพบุรุษในสมัยก่อนๆ  ถือเป็นหลักเคร่งครัดที่จะไม่ยอมให้ลูกหลานนำมาตั้งเป็นชื่ออย่างเด็ดขาด  เพราะถือว่าเป็นของสูง  ไม่ควรอาจเอื้อมนำมาใช้เป็นชื่อตัว  แสดงให้เห็นถึงพลังของภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อที่ว่าความหมายของชื่อที่ตั้งมีผลต่อชีวิตคน  ถ้าตั้งชื่อได้ถูกหลักเกณฑ์ก็จะเป็นมงคล  แต่ถ้าไม่ถูกหลักเกณฑ์ผลที่ได้จะตรงกันข้าม

                         ๑.๒  ความเชื่อเรื่องชื่ออาหารมงคลและต้นไม้มงคล

                                นอกจากความเชื่อเรื่องคนแล้ว  คนไทยยังเชื่อในพลังของภาษาที่มีอิทธิพลต่ออาหารและไม้ผลต่างๆ  ว่าสามารถดลบันดาลความเป็นมงคลแก่บุคคลรอบข้างได้  ดังนี้

                                ๑)  อาหารมงคล  มีความเชื่อหลายอย่างเกี่ยวกับอาหารที่ใช้เลี้ยงพระและรับรองแขกในงานแต่งงาน  ซึ่งในสมัยโบราณนิยมทำกันเอง  เช่น  ขนมจีน  ขนมฝอยทอง  จะนิยมทำให้เป็นเส้นยาวสมบูรณ์  เป็นกลุ่มก้อนสวยงาม  เพื่อเป็นนิมิตดีว่าคู่ปาวสาวจะอยู่ครองรักกันยืดยาวมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง  หรือถือเคล็ดเกี่ยวกับเรื่องชื่อของขนมที่เกี่ยวกับของมีค่าหรือความอุดมสมบูรณ์  เช่น  ขนมทองหยิบ  ทองหยอด  ฝอยทอง  ขนมชั้น  เป็นต้น

                                นอกจากนี้ยังมีอาหารที่ไม่นิยมทำในวันแต่งงาน  เช่น  แกงบอน  ต้มยำ  สลัด  เป็นต้น  เพราะเชื่อว่ามีชื่อไม่เป็นมงคลแสดงถึงการทะเลาะเบาะแว้ง  หรือการพลัดพรากจากกัน

                                ๒)  ต้นไม้มงคล  คนไทยผูกพันกับต้นไม้มานาน  การปลูกสร้างบ้านเรือนมักมีคตินิยมการปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้านด้วยต้นไม้ที่มีชื่อมงคล  มีความหมายดีต้นไม้ที่นิยมปลูก

                         ๑.  ขนุน         เพราะชื่อพ้องกับคำว่า  สนับสนุน  เชื่อกันว่าถ้าปลูกไว้จะได้มีคนคอยให้การสนับสนุน

                         ๒.  มะขาม    เพราะชื่อพ้องกับคำว่า  เกรงขาม  เชื่อว่าจะบันดาลให้เจ้าของบ้านเป็นที่เกรงขามทั่วไป

                         ๓.  มะยม      เพราะชื่อพ้องกับคำว่า  นิยม  เชื่อว่าจะทำให้เจ้าของบ้านเป็นที่นิยมรักใคร่

                         ๔.  เฟื่องฟ้า  เพราะชื่อพ้องกับคำว่า  เฟื่องฟู  เชื่อว่าจะทำให้เจ้าของบ้านเจริญยิ่งๆขึ้นไป

                         ๕.  พุทธรักษา            เพราะชื่อพ้องกับ  ศาสนาพุทธ  เชื่อว่าจะได้มีอำนาจพระพุทธคุณคุ้มครองเจ้าของบ้าน

                         ต้นไม้ที่ไม่นิยมปลูก

                         ๑.  ระกำ  เพราะชื่อพ้องกับความทุกข์หากปลูกไว้จะซอกซ้ำระกำใจ

                         ๒.  จำปา เพาะมีคำว่า  ปา  หมายถึง  โยนทิ้ง  แสดงความหมายว่า  จำต้องพรากจากกันไป

                         ๓.  โศก          เพราะชื่อพ้องกับคำว่า  ทุกข์โศก  จะนำความโศกเศร้ามาสู่เจ้าของบ้าน

                         ๔.  เต่าร้าง     เพราะมีคำว่า  ร้าง  หมายถึง  พราก  จาก  โดดเดี่ยว

                         ๕.  สั่นทม     เพราะชื่อพ้องกับ  ระทม  การจมอยู่ในความทุกข์  ความเจ็บซ้ำ

                         จะเห็นได้ว่าชื่ออาหารและต้นไม้มีอิทธิพลต่อมนุษย์เช่นกัน  หากภาษาที่ใช้เรียกชื่อมีความหมายดี  มีมงคล  ก็เป็นที่นิยม  แต่หากมีความหมายตรงกันข้าม  คนก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุ่งเกี่ยว  นอกจากเปลี่ยนชื่อเรียกเสียใหม่  เช่น  โศก  เป็น  อโศก  ลั่นทม  เป็น  ลีลาวดี  เป็นต้น   แสดงให้เห็นว่าภาษามีพลังสามารถกำหนดวิถีชีวิตของมนุษย์ได้

 

.  การใช้ภาษาไทย

 

                     การศึกษาภาษาไทย  นอกจากจะศึกษาเรื่องพลังของภาษาแล้ว  ยังต้องศึกษาเรื่องราวใช้ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม  หากผู้ใช้ภาษามีความรู้เรื่องการใช้ภาษาไม่ดีพอ อาจทำให้การติดต่อสื่อสารเกิดความผิดพลาด  สื่อสารได้ไม่ตรงความต้องการ  ความคิดพลาดหรือความไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นดังกล่าวล้วนมีสาเหตุมาจากการใช้ภาษาที่บกพร่องหรือไม่คำนึงถึงการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง

                         ข้อควรคำนึงในการใช้ภาษาไทย  มีดังนี้

                         ๒.๑  การใช้ภาษาผิด  หมายถึง  การใช้ภาษาผิดหลักไวยากรณ์  หรือผิดความหมายอาจเกิดจากการใช้คำผิดความหมาย  ใช้คำผิดหลักไวยากรณ์  ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิด  เรียงคำหรือกลุ่มคำผิดลำดับ  และประโยคไม่สมบูรณ์  ดังนี้

                         Ø  ใช้คำผิดความหมาย  คือ  การนำคำที่ความหมายอย่างหนึ่งไปใช้โดยต้องการให้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งแตกต่างไปจากความหมายที่ยอมรับกันอยู่เดิม  เช่น

                         Ø  น้ำท่วมเป็นเวลาหลายเดือน  บัดนี้แผ่นดินแห้งแล้งแล้ว  (แห้ง)

                         Ø  คลองที่ไม่จำเป็นถูกทับถมไปจนหมด  (ถม)

                         Ø  ใช้คำผิดหลักไวยากรณ์  คือ  การใช้คำบุพบท  สันธาน  หรือลักษณนามผิด  เช่น

                         Ø  เราแนะนำการป้องกันโรคให้กับเด็ก  (แก่)

                         Ø  ในหมู่บ้านของผมมีถนนสายใหม่ๆ  ตัดผ่านหลายทาง  (สาย)

                         Ø  ใช้กลุ่มคำและสำนวนผิด  คือ  การใช้กลุ่มคำและสำนวนผิดไปจากไวยากรณ์  เช่น

                         Ø  เขาถูกตำรวจจับได้คาหลังคาเขา  (คาหนังคาเขา)

                         Ø  คนทำผิดมักจะแสดงอาการกินปูร้อนท้อง  ให้จับได้  (กินปูนร้อนท้อง)

                         Ø  เรียงคำหรือกลุ่มคำผิดลำดับ  คือ  การเรียงคำไม่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  เช่น

                         Ø  เขาไม่ทราบสิ่งที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไร  (เขาไม่ทราบว่าสิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไร)

                         Ø  วันนี้อาจารย์บรรยายให้ฟังวิชาต่างๆ  (วันนี้อาจารย์บรรยายวิชาต่างๆ ให้ฟัง)

                         Ø  ประโยคไม่สมบูรณ์  คือ  ประโยคที่ขาดส่วนสำคัญของประโยคหรือขาดคำบางคำไป  ทำให้ความหมายของประโยคไม่ครบถ้วน  เช่น

                         Ø  ผู้ชายที่คิดว่า  ตนมีอำนาจเหนือผู้หญิง  (มักจิตใจหยาบกระด้าง)

                         Ø  ผู้มีปัญญาผ่านอุปสรรคได้โดยง่าย  (ย่อม) 

                         ๒. ๒   การใช้ภาษาไม่เหมาะสม  หมายถึง  การใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับกาลเทศะบุคคลและการใช้ภาษาผิดระดับ  อาจเกิดการใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน  ใช้คำไม่เหมาะสมกับความรู้สึก  ใช้คำต่างระดับและใช้ภาษาต่างประเทศปะปนในภาษาไทย  ดังนี้

                         Ø  ใช้ภาษาพูดในภาษาเขียน  คือ  การใช้ภาษาระดับภาษาปากหรือ  ภาษาพูดประปนกับภาษาเขียน

                          Ø  พ่อค้าเหล่านี้  ทำยังไงก็ได้ร่ำรวยยังงี้  (อย่างไร,  อย่างนี้)

                         Ø  เขาได้รับเลือกเป็นพนักงานดีเด่น  โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว  (ไม่ทราบล่วงหน้า)

                         Ø  ใช้คำที่ไม่เหมาะแก่ความรู้สึก  คือ  การเลือกใช้คำที่สื่อความหมายไม่ตรงกับความรู้สึกของผู้พูด  เช่น

                         Ø  เขาดีใจที่ต้องออกไปรับรางวัล  (เขาดีใจที่ได้ออกไปรับรางวัล)

                         Ø  สมฤดีรู้สึกใจหายที่ต้องสูญเสียเพื่อนไปเสียที  (สมฤดีรู้สึกใจหายที่ต้องสูญเสียเพื่อนไป)

                         Ø  ใช้คำต่างระดับ  คือ  การนำคำที่อยู่ในระดับภาษาต่างกันมาใช้ในประโยคเดียวกัน  เช่น

                         Ø  หลวงพ่อที่ชาวบ้านเคารพนับถือ  ได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างสงบ  (มรณภาพ)

                         Ø  รถเมล์จอดรับผู้โดยสารตรงป้ายจอดรถประจำทาง  (รถประจำทาง)

                          Ø  ใช้ภาษาต่างประเทศปะปนในภาษาไทย  คือ  การนำคำภาษาอังกฤษแบบ         “ทับศัพท์”  มาใช้ปะปนในภาษาไทยซึ่งควรจะใช้ในภาษาพูดเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในภาษาเขียนหรือภาษาทางการและกึ่งทางการ  เช่น

                          Ø  มีบริการส่งแฟ็กซ์แก่ลูกค้าฟรี  (โทรสาร, โดยไม่คิดเงิน)

                         Ø  คะแนนสอบมิดเทอมที่ผ่านมาไม่น่าพอใจ  (กลางภาค)

                         Ø  ไฟลท์ที่  ๗๑  จะมาถึงเวลาประมาณ  ๑๗.๓๐  น.  (เที่ยวบิน) 

                         ๒.๓    การใช้ภาษาไม่ชัดเจน  หมายถึง  การใช้ภาษาที่ไม่สามารถสื่อความหมายที่ผู้ใช้ต้องการได้  การใช้ภาษาไม่ชัดเจน  อาจเกิดจากการใช้คำที่มีความหมายกว้างเกินไป  การใช้คำที่มีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง  การใช้คำที่มีความหมายขัดแย้ง  หรือการใช้ประโยคที่ทำให้เข้าใจได้หลายความหมาย  ดังนี้

                         Ø  ใช้คำที่มีความหมายกว้างเกินไป

                         Ø  เขาถูกทำทัณฑ์บนเพราะทำความผิด  (ก่อการทะเลาะวิวาท)

                         Ø  ใคร  ๆ  ก็อยากได้คนดีมาเป็นคู่ครอง  (คนที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)

                         Ø  ใช้คำที่มีความหมายขัดแย้งกัน

                         Ø  นาน  ๆ  ครั้งเขาจะไปหาครูเสมอๆ

                         (นานๆ  ครั้งเขาจึงไปหาครู)

                         (เขาจะไปหาครูเสมอ)

                         Ø  นักศึกษาส่วนมากมาสายทุกคน

                         (นักศึกษาส่วนมากมาสาย)

                         (นักศึกษามาสายทุกคน)

                         Ø  ใช้ประโยคกำกวม

                         Ø  มีการแสดงดอกไม้ชนิดต่างๆ  ที่มีชื่อในวรรณคดี  (มีชื่อเสียง,  มีชื่อปรากฏ)

                         Ø  เขาสนิทกับน้องสาวคุณสุดาที่เป็นอาจารย์

                         (เขาสนิทกับอาจารย์ซึ่งเป็นน้องสาวคุณสุดา)

                         (เขาสนิทกับน้องสาวอาจารย์สุดา) 

                         ๒.๔   การใช้ภาษาไทยสละสลวย  หมายถึง  การใช้ภาษาที่ไม่ราบรื่น  การใช้ภาษาไม่สละสลวย  อาจเกิดจากการใช้คำฟุ่มเฟือย  การใช้คำไม่คงที่  การลำดับความไม่เหมาะสม  และการใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ  ดังนี้

                         Ø  ใช้คำฟุ่มเฟือย

                         Ø  บางแสนวันนี้คลาคล่ำเต็มไปด้วยผู้คน

                         (บางแสนวันนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คน)

                         (บางแสนวันนี้เต็มไปด้วยผู้คน)

                         Ø  ใช้คำไม่คงที่

                         Ø  นักเรียนบางคนมีผู้ปกครองมารับ  บ้างก็ต้องกลับเอง

                         (นักเรียนบางคนมีผู้ปกครองมารับ  บางคนต้องกลับเอง

                         (นักเรียนบ้างมีผู้ปกครองมารับ  บ้างก็ต้องกลับเอง))

                         Ø  ลำดับความไม่เหมาะสม

                          Ø  ทักษะการใช้ภาษาทั้ง  ๔  ประเภท  ได้แก่  การอ่าน  การเขียน  การพูด  การฟัง

                         (ทักษะการใช้ภาษาทั้ง  ๔  ประเภท  ได้แก่  การฟัง  การพูด  การอ่าน  การเขียน)

                         Ø  ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวที่อบอุ่น  อยู่พร้อมหน้ากันทั้ง  แม่  พ่อ  น้อง  พี่

                         (ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวที่อบอุ่น  อยู่พร้อมหน้ากันทั้ง  พ่อ  แม่  พี่  น้อง)

                         Ø  ใช้สำนวนภาษาต่างประเทศ

                         Ø  มันเป็นความจำเป็นที่ข้าพเจ้าต้องจากไป

                         (ข้าพเจ้าจำเป็นต้องจากไป)

                         Ø  วันนี้เขามาในชุดสีฟ้าเข้ม

                         (วันนี้เขาใส่ชุดสีฟ้าเข้ม) 

.  คำหรือพยางค์ที่มีรูปสระกำกับ

 

พยางค์  เป็นหน่วยย่อยที่สุดในภาษาไทย  ถัดจากพยางค์  คือ  คำ  และนำไปประกอบเป็นประโยคตามลำดับ  การศึกษาเรื่องคำหรือพยางค์ให้ชัดเจน  จะทำให้ใช้ภาษาได้ถูกต้องคำหรือพยางค์ที่ไม่มีรูปสระกำกับ  มีรายละเอียดดังนี้ 

                         คำที่ไม่ประวิสรรชนีย์

                                ที่ใช้อยู่ในภาษาไทยโดยไม่ประวิสรรชนีย์  ถือเป็นคำประเภทหนึ่งที่ไม่มีรูปสระกำกับมีหลักการพิจารณาดังนี้ 

                         หลักการเขียนคำไม่ประวิสรรชนีย์

                                ๑.  คำที่เสียงพยัญชนะตัวหน้าออกเสียงไม่เต็มมาตรา  ได้แก่  อักษรนำ  หรือคำที่เขียนพยัญชนะซ้อนกันสองตัว  แล้วอ่านเสียงตัวหน้าเป็น  /อะ/  ไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น 

ขนม                         ขนด                            คทา                               จรวด                          ฉงน                         ชนิด

   ชนวน                    ชบา                             ไผท                               สไบ                          อร่อย                         อนึ่ง

                               ๒.  คำแผลงที่แผลงมาจากคำเดิมที่เป็นคำพยางค์  ไม่ต้องประวิสรรชนีย์อ่านออกเสียง  /อะ/  เช่น

ขด                -        ขนด

ชิด                -        ชนิด

บวช              -        ผนวช

ขาน              -        ขนาน

                                 ๓.  คำสมาส  ให้อ่านออกเสียง  /อะ/  ต่อเนื่องระหว่างคำ  ไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น

 

ทันตกรรม        บทจร                      พลศึกษา                   พุทธศาสนา

มนุษยศาสตร์     ศิลปกรรม        เศรษฐศาสตร์              สาธารณสุข

ทันตกรรม        บทจร                     พลศึกษา                       พุทธศาสนา

มนุษยศาสตร์     ศิลปกรรม        เศรษฐศาสตร์             สาธารณสุข

                                 ๔.  คำที่มาจากภาษาเขมร  ส่วนมากออกเสียง  /อะ/  ไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น

     ขจี           ขจร     ขมา     ขโมย

     ฉบับ         ฉบัง     ผกา     ผจญ

 รู้ไว้ใช่ว่า….ใส่บ่าแบกหาม

 คำกร่อน

คำกร่อนซึ่งเดิมเป็นคำประสมไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น

ผู้นักงาน         กร่อนเป็น      พนักงาน             ใน                           เป็น        ณ

ท่านนาย         กร่อนเป็น      ทนาย                   ท่าน                        เป็น        ธ

 พ่อนาย          กร่อนเป็น      พนาย                     ข้าพุทธเจ้า             เป็น        ข้าพเจ้าหรือข้า

                                 ๕.  คำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต  ที่พยางค์หน้าๆ  ออกเสียง  /อะ/  (ไม่ใช่พยางค์ท้าย)  ไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น 

กรณี                       คณนา                    ทวาร                      ธชี

นคร                       นวรัตน์                  นยนา                     วจนา 

                                ๖.  คำที่มาจากภาษาภาคพื้นยุโรป  ถือหลักอย่างเดียวกับคำที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต  เพราะเป็นภาษาในตระกูลเดียวกัน  ฉะนั้น  พยางค์หน้าที่ออกเสียง  /อะ/  จึงไม่ต้องประวิสรรชนีย์  เช่น

คำประพันธ์ช่วยจำ

                                เสียง  /ชะ/  ที่มีประวิสรรชนีย์

                          ชนวนชวนชนาง                 ชนะข้างเคียงชบา

                ชมดชม้อยตา                          มองชม้ายชไมเหมือน

                ชนิดชิดชนัก                          ชอุ่มหนักชอ่ำเดือน

                 ชอื้อชวาเยือน                          ชโลงใจให้ชโลม

  คำที่ออกเสียง  /ชะ/  นอกจากนี้  ต้องเขียนประวิสรรชนีย์

                                เสียง  /สะ/  ที่ไม่ประวิสรรชนีย์

สบงแลสไบ                          สราญใจได้สดับ

สบู่สกัดจับ                           สกาวหลับข้างสดำ

                คำที่ออกเสียง  /สะ/นอกจากนี้  ต้องเขียนประวิสรรชนีย์

                                เสียง  /พะ/  ที่ไม่ประวิสรรชนีย์

พม่าพนายพัก                       อิงพนักกับพยาน

พเยียพยุงหลาน                     ทำพยักพเยิดยอม

พยับกับพบู                           พนมคู่กับพนอม

พนันพญาตรอม                      พนังคร่อมข้างพาชี

 

 คำที่ออกเสียง  /พะ/  นอกจากนี้  ต้องเขียนประวิสรรชนีย์

                                เสียง  /ทะ/  ที่ไม่ประวิสรรชนีย์

                ทโมนทมอทแยง                                 ทเมินแย้งทยอยทนาย

ทบวงห่วงทลาย                                                   พวกทวายร้องทยอย

                          คำที่ออกเสียง  /ทะ/  นอกจากนี้  ต้องเขียนประวิสรรชนีย์  สำหรับคำหลายเป็นคำพ้องเสียงมีสองคำต่างความหมายกัน  คือ  พังทลาย  กับทะลายหมาก  ทะลายมะพร้าว  และอีกคู่หนึ่ง คือ  ชาวทวาย  ยำทวาย  กับผลไม้ออกไม้ออกไม่ตรงฤดูกาล  เช่น  มะม่วงทะวาย 

ขบวนแบบนี้         รูปอะไม่มี             ขจีขจาย

ผนวชผนัง            สรั่งทวาย               สบงสบาย             ทลายนภา

ชม้อยชะมด          ชนิดขนด              ขบถชวา

ทโมนทเมิน          เผอิญคชา              ผกายผกา               วราห์วรุณ

ขนุนขนัน             จรัสจรัญ                ถลันผโอน

อเนจอนาถ            อกาจทโมน           ขโมยขโจร            จดจำให้ดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                     

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s